ค้นหา >

 

ค้นหา

 








ค้นหาอำเภอ >>  จังหวัด:    อำเภอ:  

อำเภอห้วยยอด  จังหวัดตรัง

 
เรื่อง  ขอเชิญร่วมพิธีบวงสรวงพระปรมาภิไธยย่อ รัชกาลที่ 7
          ด้วยอำเภอได้รับแจ้งจากเทศบาลตำบลนาวง          กำหนดจัดงานพิธีบวงสรวงพระปรมาภิไธยย่อ   รัชกาลที่ 7    ระหว่างวันที่ 7-10 ตุลาคม 2550         ณ วัดเขาปินะ ตำบลนาวง อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เพื่อบวงสรวงพระปรมาภิไธยย่อ และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมทั้งเป็นการอนุรักษ์พรัพยากรธรรมชาติ แหล่งโบราณคดี และส่งเสริมการท่องเที่ยวถ้ำเขาปินะ
          จึงขอเชิญชาวอำเภอห้วยยอดและผู้สนใจเข้าร่วมพิธีบวงสรวงดังกล่าว ในวันพุธที่ 10 ตุลาคม 2550 เวลา 08.30 น. ณ บริเวณหน้าถ้ำเขาปินะ วัดเขาปินะ ตำบลนาวง อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง

          หมายเหตุการแต่งกาย
           1. ทหาร ตำรวจ                       แต่งเครื่องแบบปฏิบัติงานแขนยาว
           2. ข้าราชการพลเรือน รัฐวิสาหกิจ ผู้บริหาร    พนักงานองค์กรปกครองส่วน
               ท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น   แต่งปกติขาว เครื่องแบบปกติสีกากีหรือเครื่อง
                แบบปฏิบัติงานแขนยาว  
           3. นักเรียน นักศึกษา              แต่งเครื่องแบบของสถาบันศึกษา
           4. บุคคลทั่วไป                         แต่งชุดสุภาพหรือชุดตามสังกัด              
ปรับปรุงข่าวล่าสุด 18/09/2007
โดย ที่ทำการปกครองอำเภอห้วยยอด
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
เรื่อง  การแข่งขันกีฬาต้านยาเสพติดอำเภอห้วยยอด ปี 2550
            อำเภอห้วยยอดจัดกิจกรรมแข่งขันกีฬาต้านยาเสพติดประจำปี 2550 ณ สนามกีฬาโรงเรียนเทศบาลห้วยยอดวิทยา ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม - 7 สิงหาคม 2550 โดยมีนายอานนท์ มนัสวานิช ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังเป็นประธาน
ปรับปรุงข่าวล่าสุด 27/08/2007
โดย ที่ทำการปกครองอำเภอห้วยยอด
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
เรื่อง  ไม้เทพธาโร (ไม้จวงหอม) ของดีห้วยยอดยอดเมือง
ประวัติความเป็นมา 
เนื่องจากรากไม้เทพธาโรจะมีมากในจังหวัดตรัง ซึ่งได้ถูกตัดทิ้งในสมัยปลูกยางพารา ไม้เทพธาราเป็นไม้มีค่า และมีประโยชน์อย่างยิ่ง คือเป็นไม้สมุนไพรที่มีกลิ่นหอม ปลวกมอดไม่กินและถือเป็นไม้มงคล รากไม้เทพธาโรใช้ประโยชน์ โดยนำมาเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ด้วยวิธีการแกะสลัก และวิธีกลึง เพื่อเป็นของที่ระลึกและประดับตกแต่งบ้าน 
ลักษณะทั่วไป ... ลำต้นสูงประมาณ 10 - 30 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ กิ่งอ่อนเกลี้ยง และมักจะมีคราบขาว เปลือกสีเทาอมเขียวหรือสีน้ำตาลคล้ำ แตกเป็นร่องตามยาวของลำต้น ใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามกัน แผ่นใบรูปรีแกมรูปไข่ ยาวประมาณ 7 - 20 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนสอบ ก้านใบเรียวเล็กยาวประมาณ 2.5 - 3.5 เซนติเมตร ดอกสีขาวหรือเหลืองอ่อนออกเป็นช่อเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง ผลกลมเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 0.7 เซนติเมตร มีสีเขียว 

... ไม้เทพธาโร เรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า "ไม้จวงหอม" เป็นไม้ป่าชนิดหนึ่งซึ่งมีอยู่ทั่วไปตามเชิงควน ในอดีตมีคุณสมบัติพิเศษคือ กลิ่นหอม ปัจจุบันนี้มีเพียงซากไม้ฝังดินอยู่ในบริเวณสวนยางพารา ที่พบมากได้แก่บริเวณตำบลหนองปรือ อ.รัษฎา จ.ตรัง และบริเวณใกล้เคียง สรรพคุณและคุณประโยชน์ อดีตชาวบ้านมักตัดไม้มาแปรรูปสร้างบ้าน สามารถป้องกันตัวเรือด ตัวไร มด มอด ปลวก และแมลงต่างๆ ได้ หรือทำหมอนรถไฟ แกะพระพุทธรูป นอกจากนี้ยังเป็นพืชสมุนไพร เปลือกและเนื้อไม้ต้มกินแก้ลม อาเจียนลงท้อง ท้องร่วง อหิวาต์ ไข้ป่า ยอดอ่อนทำผักจิ้ม ช่วยระบายได้ดี ส่วนท่อนไม้ รมควันไล่ยุง แมลง ได้เป็นอย่างดี 

ชื่อไม้เทพธาโรเป็นนามพระราชทานจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เป็นไม้ลักษณะเด่น คือ มีกลิ่นหอม มีสรรพคุณทางยา เป็นไม้เนื้ออ่อน สามารถแกะสลักเป็นรูปร่างต่างๆได้ไม้เทพธาโร ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า "ไม้จวงหอม" เป็นไม้ยืนต้นประเภทเนื้ออ่อน ลำต้นตั้งตรงมีขนาดใหญ่ เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีแก่นที่แข็งและกลิ่นหอม คนสมัยก่อนนิยมนำส่วนต่าง ๆ มาเป็นสมุนไพร ปัจจุบันไม้เทพธาโรค่อย ๆ หมดไป คงเหลือไว้เพียงพอซึ่งเป็นแก่นไม้ฝังกลบอยู่ใต้ผิวดิน ต่อมาชาวบ้านได้มีความคิดนำแก่นไม้มาแกะสลักเป็นรูปต่าง ๆ ไม้เทพธาโร" เป็นไม้ป่าขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ถามว่ากี่ปีถึงจะนำมาแกะสลักได้ .. เมื่อต้นโตพอก็แกะสลักได้แต่....ความหอมของไม้มันอยู่ที่แก่น เช่นเดียวกับต้น "กฤษณา" นั่นหละ กว่าจะได้ขนาดแก่นที่จะแกะสลักได้คิดว่า 30 ปี คงจะยังน้อยไป .. 

สถานที่แกะสลัก และจำหน่าย 
๑. กลุ่มผลิตภัณฑ์ไม้เทพทาโรถ้ำเล .. 78/2 หมู่ที่ 1 บ้านเขากอบ ถนนเพชรเกษม ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง 92130 
ติดต่อ : คุณสุภาพ พลการ 
โทร : 09 1583454, 04-0035200, 075-233082 
โทรสาร : 075 233082 


เทพทาโร

1.  ชื่อพันธุ์ไม้                     เทพธาโร

2.  ชื่อสามัญ    (ไทย)           จวง จวงหอม (ภาคใต้)  จะไค้ต้น จะไค้หอม (ภาคเหนือ)  ตะไคร้ต้น (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)  เทพทาโร (ภาคกลาง จันทบุรี               สุราษฎร์ธานี)  พลูต้นขาว (เชียงใหม่)  มือแดกะมางิง (มาเลเซีย ปัตตานี)

                    (บาลี)            เทวทารุ  นารท
                    (อังกฤษ)        Citronella laurel, True laurel.

3.  ชื่อวิทยาศาสตร์  Cinnamomum porrectum Kosterm. และมีชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์คือ C. parthenoxylon Meissn. และ C. glanduliferum Nees

4.  ชื่อวงศ์                         Lauraceae (Laurel)

5.  การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ
     เทพทาโร มีเขตการกระจายพันธุ์แถบเอเชียเขตร้อน นับตั้งแต่เทือกเขาตะนาวศรีในพม่า ไทย มลายู จนถึงแถบคาบสมุทรอินโดจีนและสุมาตรา ไม้ชนิดนี้ชอบขึ้นบนพื้นที่สูง มีลักษณะคล้ายกับ C. neesianum Meissn ซึ่งเป็นไม้ที่พบกระจายพันธุ์อยู่แถบจีนตอนใต้และตังเกี๋ย
     ในประเทศไทย จะพบเทพทาโรขึ้นอยู่ห่าง ๆ กันบนเขาในป่าดงดิบทั่วประเทศ แต่จะพบมากที่สุดทางภาคใต้ เทพทาโรเป็นไม้พื้นเมืองเก่าแก่ของไทย พบหลักฐานการอ้างถึงครั้งแรกในสมัยสุโขทัย ดังปรากฏในไตรภูมิพระร่วง เมื่อ พ.ศ. 1888  กล่าวถึงพรรณพืชหอมในอุตตรกุรุทวีป จะประกอบด้วย จวง จันทน์ กฤษณา คันธา  เป็นต้น

 6.  ลักษณะทางวนวัฒนวิทยา
      เทพทาโร  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลับทึบ สีเขียวเข้ม ลำต้นเรียบไม่มีพูพอน เปลือกต้นสีเทาอมเขียวหรืออมน้ำตาล ค่อนข้างเรียบ แตกเป็นร่องยาวตามลำต้น เมื่อถากเปลือกออกจะมีกลิ่นหอม กิ่งมีลักษณะอ่อนเรียว เกลี้ยงและมักมีคราบขาว
      ใบ เป็นชนิดใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน เป็นใบรูปรีแกมรูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน เนื้อใบค่อนข้างหนา ผิวใบเกลี้ยง ท้องใบมีคราบขาว ปลายใบแหลม โคนใบแหลมและกลม ยาวประมาณ 7 - 20 ซม. ก้านใบเรียวเล็ก 2.5 - 3.5 ซม.
       ดอก  ออกเป็นช่อ สีขาวหรือเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม ออกดอกตามปลายกิ่งเป็นกระจุกยาว 2.5 - 7.5 ซม. ก้านช่อดอกจะเรียวยาวและเล็กมาก
       ผล  มีขนาดเล็กและกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7 มม. ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่มีสีม่วงดำ ก้านผลเรียว ยาวประมาณ 3 - 5 ซม.  (กรมป่าไม้, 2486)
       ลักษณะเนื้อไม้  มีสีเทาแกมน้ำตาล มีกลุ่มหอมฉุน มีริ้วสีเขียวแกมเหลือง เนื้อไม้เป็นมันเลื่อม เสี้ยนตรง หรือสับสน เป็นคลื่นบ้างเล็กน้อย เหนียว แข็งพอประมาณ เลื่อย ไส้กบ ตบแต่งง่าย (กรมป่าไม้, 2486)
       สารสำคัญในเนื้อไม้  จะพบ d - camphor ที่ใช้แทน sassafras ได้ดีให้น้ำมันที่มีสารหอม คือ safrol และ cinnamic aldehyde และยังพบ safrol ในเปลือกต้นและใบ (ลีนา, 2537)

7.  การขยายพันธุ์
     การขยายพันธุ์ไม้เทพทาโรที่นิยมปฏิบัติกันคือ การขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการปักชำ

8.  การปลูก การเจริญเติบโต และการปรับปรุงพันธุ์
     ต้นเทพทาโรเป็นไม้หอมที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ จึงสมควรที่จะปลูกสร้างสวนป่าไม้เทพทาโรขึ้นในที่ที่มีความชุ่มชื่นเพียงพอ เพราะเทพทาโรจะชอบขึ้นอยู่บนเขาในป่าดงดิบ พบมากที่สุดทางภาคใต้ อาจจะปลูกใต้ร่มไม้อื่นหรือปลูกเป็นไม้แซมสวนป่า น่าจะเจริญเติบโตดีกว่าปลูกเป็นไม้เบิกนำในที่โล่งแจ้ง

9.  วนวัฒนวิธีและการจัดการ
     เมื่อได้ต้นกล้าของเทพทาโรมาแล้ว ควรปลูกระยะห่างต้นละ 5 เมตร อาจปลูกแซมสวนป่า หรือปลูกพืชจำพวกกล้วยน้ำว้า เป็นพืชพี่เลี้ยงแซมลงไปเพื่อให้มีรายได้ในช่วง 2 - 3 ปีแรก การใส่ปุ๋ยทำเช่นเดียวกับไม้ยืนต้นทั่วไป

10. การใช้ประโยชน์
     ปรากฏหลักฐานการใช้ประโยชน์ของเทพทาโร หรือจวงหอมมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ดังปรากฏในไตรภูมิพระร่วง พ.ศ. 1888 กล่าวถึงการบูชาจักรรัตนะ ผู้คนจะแต่งตัว ทากระแจะจวงจันทน์น้ำหอม และนำเอา “ข้าวตอกแลดอกไม้ บุปผชาติเทียนแลธูปวาสะชวาลาแลกระแจะจวงจันทน์น้ำมันหอม มาไว้มานบคำรพ วันทนาการบูชาแก่กงจักรแก้วนั้น”  หรือในตอนกล่าวถึงแผ่นดิน อุตตรกุรุทวีป มักจะใช้กระแจจวงจันทน์ตกแต่งศพ ดังความว่า “เขาจิงเอาศพนั้นอาบน้ำแลแต่งแง่ หากกระแจะแลจวงจันทน์ น้ำมันอันหอม แลนุ่งผ้าห่มผ้าให้”  หรือตอนพระญาจักรพรรดิราชสวรรคต ก็จะ “ชโลมด้วยกระแจจวงจันทน์ และจิงเอาผ้าขาวอันเนื้อละเอียดนั้นมาตราสังศพพระญาจักรพรรดิราชนั้น”  ตอนกล่าวถึงการบูชาพระญาจักรพรรดิราช พระนามพระญาศรีธรรมาโศกราช พรรณนาว่า “นาคราชลางจำพวกเอากระแจะจวงจันทน์คันธรสอันประเสริฐอันดีมาถวายทุกเมื่อ”  หรือพระญาศรีธรรมาโศกราชก็จะ “บูชาพระสงฆ์เจ้าด้วยธูปแลเทียนข้าวตอกดอกไม้แลกระแจะจวงจันทน์ทั้งหลาย”

       ตอนพรรณนาดาวดึงส์สวรรค์ของพระอินทร์ กล่าวว่า “หอมกระแจะจวงจันทน์อีกพรรณดอกไม้อันขจรทุกแห่ง แต่งพัดเข้าเร้าเถิงพระอินทร์หอมฟุ้งทุกแห่ง พระอินทร์จิงไปเหล้นที่สวนนั้นสนุกนิ์นัก” และได้กล่าวถึงเทพยดาคือคนธัพพเทวบุตรตกแต่งอาภรณ์ด้วยแก้วแหวนเงินทองและทาตัวด้วยกระแจะแลจวงจันทน์ ดังได้พรรณนาไว้ว่า “อันว่ากระแจะแลจวงจันทน์อันเทพยดาทาตัวนั้น ถ้าแลว่าจะขูดออกใส่ตุ่มแลไหได้ 9 ตุ่มแล”

        ความนิยมในเครื่องหอมกระแจจวงจันทน์ มีสืบเนื่องมาถึงสมัยอยุธยาตอนต้นดังปรากฏในกฎหมายพิสูจน์ดำน้ำลุยเพลิง พ.ศ. 1899 สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) ว่า “น้ำมันกระแจะจวงจันทน์”  และมีการกล่าวถึงต่อมาในมหาชาติคำหวง สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเมื่อ พ.ศ. 2025 ดังกล่าวไว้ในกัณฑ์มหาพนว่า “กรักขีพงเทพทารูก็มี”

        ในสมัยอยุธยาตอนกลาง ตำราพระโอสถสมัยพระนารายณ์ พ.ศ. 2202 กล่าวถึงการใช้ประโยชน์ของเทพทาโรในทางยาว่า เป็นยาจำเริญพระธาตุ ดังนี้คือ “จำเริญพระธาตุ ให้เอาใบรักแห้ง บอระเพ็ดแห้ง แห้วหมู ดอกชรากากี ผลมะตูมอ่อน รากมะตูม โกฐหัวบัว เทพทาโร สมอเทศ เทียนแดง เชือกเขาพรวน ขิงแห้ง ดีปลี กระเทียมทอก รากชะพลู เกลือสินเธาว์ เสมอภาค ทำเป็นจุณ บดด้วยน้ำผึ้งรวง น้ำสุรา ระคนกันเป็นลูกกอน เสวยหนักสลึง 1 แก้พระวาตะ เสมหะ โลหิตกำเริบอันทุพล แก้พระเส้นอันทพฤก อันกระด้างตึงแต่พระชงฆ์ขึ้นไป ตราบเท่าถึงบั้นพระองค์ให้พระเส้นนั้นอ่อน ให้เสวยพระกระยาหารเสวยได้ ให้จำเริญพระสกลธาตุเป็นอันยิ่ง ข้าพระพุทธเจ้าออกขุนทิพจักร ประกอบทูลเกล้าฯ ถวาย”

        หนังสือไม้เทศเมืองไทย กล่าวถึงประโยชน์ทางยาของเทพทาโรไว้ว่า ตามชนบทต่าง ๆ ใช้ปรุงเป็นยาหอมแก้ลม จุกเสียดแน่น แน่นเฟ้อ แก้อาการปวดท้อง ขับผายลมได้ดี ขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหาร ให้เรอ เป็นยาบำรุงธาตุ ในเปลือกมีน้ำมันระเหย 1 ถึง 2% และแทนนิน  นอกจากนั้นยังกล่าวถึงประโยชน์อย่างอื่นของเทพทาโร คือ เนื้อไม้สีขาว จะมีกลิ่นหอมฉุนเหมือนกลิ่นการบูร อาจกลั่นเอาน้ำมันระเหยออกจากเนื้อไม้นี้ได้ และอาจดัดแปลงทางเคมีให้เป็นการบูรได้ ส่วนใบมีกลิ่นหอม ใช้เป็นเครื่องเทศ ตามร้านขายสมุนไพรในประเทศไทย จะใช้ใบเทพทาโรแทนใบกระวาน สำหรับใส่เครื่องแกงสะระหมั่น ส่วนใบกระวานจริง ๆ ที่มีลักษณะเหมือนใบข่า จะไม่นิยมใช้กัน หนังสือไม้เทศเมืองไทยยังระบุว่าต้นเทพทาโรมีมากทางภาคเหนือ ชาวพายัพเรียกว่าปูต้นหรือไม้การบูร แต่อาจมีทางกาญจนบุรีบ้าง (เสงี่ยม, 2519)

        ส่วนเมล็ดของเทพทาโร จะให้น้ำมัน ใช้เป็นยาทาถูนวด แก้ปวด รูมาติซึ่ม (ลีนา, 2537) เปลือกเป็นยาบำรุงธาตุอย่างดี โดยเฉพาะสำหรับหญิงสาวรุ่น ต้มกินแก้เสียดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ

        ประโยชน์อย่างอื่นของเทพทาโร คือ ไม้ ใช้ในการแกะสลักบางอย่าง ทำเตียงนอน ทำตู้ และหีบใส่เสื้อผ้าที่กันมอดและแมลงอื่น ๆ ได้ ทำเครื่องเรือนและไม้บุผนังที่สวยงาม ทำแจวพาย กรรเชียง กระเบื้องไม้ เป็นต้น (กรมป่าไม้, 2486)

 


ปรับปรุงข่าวล่าสุด 05/10/2007
โดย ที่ทำการปกครองอำเภอห้วยยอด
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
เรื่อง  ตำนานถ้ำเลเขากอบ(WANG THUNA SEACAVE) ห้วยยอดยอดเมือง
กาลครั้งหนึ่งครั้งนั้นเมื่อนานมา     มีเจ้าฟ้านาคาพญากอบ 
มีบุญญาธิการชาญเชี่ยวครบ          นาคสยบทั่วทั้งวังบาดาล
เกล็ดขาวผ่องยองใยดั่งไข่มุก         นัยน์ตาสุกปลั่งแดงดั่งแสงฉาน
กายยาวหนึ่งโยชน์โดยประมาณ     เจ็ดลำตาลตัวใหญ่ใจลำพอง
เป็นลูกท่านท้าวภูชงค์ที่องอาจ         เป็นราชานาคราชถ้วนทั้งผอง
เมื่อเติบใหญ่เหี้ยมฮึกคึกคะนอง     ได้ชักชวนเพื่อนพ้องท่องเที่ยวกัน
เดินทางด้นดั้นได้พันปี                   ได้พบรักนารีชื่อศรีขัน
พญากอบแปลงองค์ทรงราชัน          ร่วมรักกันแล้วพาหนีไปสิเกา
เดินทางเที่ยวท่องท้องทะเล             ร่อนเร่ไปตลอดทุกยอดเขา
จนศรีขันตั้งครรภ์อยากกินเงา         จึงเหาะพาเจ้างามข้ามทะเล
มองเห็นเขาใหญ่ในธารา                 องค์นาคาอุ้มนางพลางสรวลเส
เราให้ชื่อภูผาว่าถ้ำเล                       ให้เจ้าเห่ลูกยาเหมือนบาดาล
พูดพลางวางท่าเนรมิต                      พุ่งดวงจิตเป็นไฟไหม้เผาผลาญ
เจาะหินดินแยกจนแหลกผลาญ       โอมอ่านเวทย์มนต์จนพอใจ
เกิดเป็นถ้ำน้ำไหลใสสะอาด             ปูลาดพลอยเพชรเจ็ดสิบไห
แล้วพานางศรีขันลงทันใด                อุ้มเจ้าเข้าในที่ไสยา
งามเอยคูหาดารดาษ                         ธารารินรวยราดสาดภูผา
ไหลเซาะไซ้ไล้รดปลากดนา               ปลาเนื้ออ่อนเริงร่าชลาลัย
ทั้งปลาช่อนปลาดุกรุกปลาหมอ           ค้างคาวห้อยเอียงคออยู่ไหว ๆ 
เห็นนกนางแอ่นนาพาคู่ไป               พวกลิงค่างบ่างไพรโจนไปมา
มีสัตว์หนึ่งมู่ทู่ดูน่าขัน                        ตัวมันแสนประหลาดชาติตูหนา
ดูคล้ายคล้ายปลาไหลในท้องนา         มันเกิดในมหาสมุทรไทย
ใช้ชีวิตเล่นโลดตามโขดหิน              หากินแหวกว่ายสายน้ำไหล
เมื่อย่างเข้าวัยหนุ่มจับกลุ่มไป           สู่ห้วงชลาลัยในน้ำเค็ม
เมื่อพานพบสบคู่สมสู่กัน                   มีลูกมันตัวยาวเท่าปลายเข็ม
สัตว์ปฏิสนธิที่น้ำเค็ม                        เมื่อโตเต็มตัวลายว่ายขึ้นดอย
เห็นริกริกในโคลนโน่นหอยกาบ      มันอ้าปากงาบงาบด้วยกาบหอย
ฝูงลิงมานั่งท่าตั้งตาคอย                    จะจับหอยกาบกินด้วยลิ้นลิง
พอมองไปทางโน้นโน่นหอยโข่ง        ตัวมันโป่งละม้ายคล้ายหัวขิง
พวกกระรอกกระแตไต่บันใดลิง       ตะพาบน้ำนอนนิ่งอิงหาดทราย
เห็นนกกินปลาร้องก้องกั๊กกั๊ก           จิกหัวปักกลืนปลาท่างอหงาย
ปลาดิ้นขลุกขลักไม่ยักตาย                กลับเจาะท้ายก้นนกออกทวาร
เสียงนกหัวขวานเคาะเจาะต้นไม้      เจาะข้างขวาข้างซ้ายให้สงสาร
เจ้านกเอ๋ยมีกรรมทำมานาน             มันเอาหัวเป็นขวานรำคาญใจ
นกยางเดินเคียงคู่หาปูหอย              มันเกร็งคอรอคอยหอยตัวไหน
หอยกระดิกนกขยับจับทันใด            จับได้ตัวสวย ๆ ด้วยชำนาญ
ที่ตรงข้ามกอไผ่มีไก่ป่า                     กุ๊กกุ๊กชวนมาหาอาหาร
พอได้ยินเสียงคนหนีลนลาน            โผบินผ่านยอดไผ่ไปในนา
ดูโน่นนกนางแอ่นชูแพนหาง           ปีกกางเล่นลมชมเวหา
คนเขาว่ารังเจ้านั้นเข้ายา                 จัดเป็นอาหารเสริมเพิ่มพลัง
น้องเอ๋ยตรงนี้มีหินงอก                    ตรงโน้นเหมือนจอกมีน้ำขัง
ตรงนั้นหินย้อยห้อยรุงรัง                 เหมือนของขลังแขวนสร้อยย้อยลงมา
ตรงนั้นมองเหมือนเพชรเกล็ดหิมะ  ตรงนี้เป็นระย้าผ้าบุปผา
ตรงนั้นเหมือนมรกตหยดน้ำตา       นั่นบัลลังก์อินทราสง่างาม
ขอกราบท้าวเทวาผู้อารักษ์               ผู้ปกปักคุ้มครองของโลกสาม
ขอกราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตคาม            ขอให้ความรักข้าจงถาวร
ชาติหน้าถ้าเจ้าเกิดเป็นลายน้ำ         ขอพี่เป็นถ้ำใหญ่ในสิงขร
ที่จะโอบอุ้มเจ้าเคล้าบังอร                 ที่จะต้อนน้องเจ้าเข้าถ้ำเล
ถ้าเจ้าเกิดเป็นเรือสำเภาใหญ่          พี่จะเป็นเสาใบไม่ห่างเห
ถ้าเจ้าบังเกิดมาเป็นสายเปล             พี่จะนั่งคอยเห่ให้เจ้านอน
ขอติดตามเจ้าไปในทุกชาติ               พี่จะยอมเป็นทาสสายสมร
แม้เจ้าอยู่ในวารีสีทันดร                   ยอมม้วยมรณ์ขอว่ายน้ำตามเจ้าไป
จงหลับเถิดคนดีพี่จะกล่อม                ภายในอ้อมกอดพี่ยาอย่าสงสัย
เจ้าจงหลับให้สบายเถิดสายใจ          เทพอวยชัยให้ศรีขันจงฝันดี
ขอให้ลูกน้อย ๆ ในครรภา                จงรับพรเทวาทุกราตรี
เมื่อเติบใหญ่ให้ได้ครองบุรี               เป็นราชานาคีและนาคา
จนถ้วนกำหนดทศมาศ                     ลูกภูชงค์นาคราชแสนสุขา
คลอดเป็นแฝดแปดหมื่นองค์นาคา    พระบิดาพญากอบแสนชอบใจ
กล่าวถึงยักษ์หูแกงผู้งแรงฤทธิ์          สิงสถิตย์เขาลายหลายสมัย
ออกตามหาศรีขันยอดยาใจ               ลูกเอ๋ยเจ้าไปถึงไหนกัน
ตามวนเวียนหาถึงห้าปี                      ยังไม่พบนารีเจ้าศรีขัน
ยกทัพกลับมาหานายพัน                   จึงช่วยกันตามหาจนมาเจอ
มาเห็นพญากอบกับศรีขัน                คลอเคลียหยอกกันกำลังเผลอ
หูแกงกับนายพันสองเพื่อนเกลอ       ยืนชะเง้อคอยทีที่กลางลาน
จนพอได้จังหวะกะพอดี                     ยักษ์แผลงศรอัคคีหมายสังหาร
พญากอบเหลือบเห็นไม่เป็นการ       จึงโอมอ่านคาถาของนาคี
ศรอัคคีพุ่งพลาดปาดภูเขา                 องค์นางเจ้าศรีขันพลันวิ่งหนี
นางคอยในคูหารอสามี                      ผานางคอยนี้จึงมีมา
ยอดภูเขาถูกปาดขาดกระเด็น            หัวแตกกลายเป็นชื่อภูผา
กระแทกลงกับพื้นที่กลางนา               มีฝูงมัจฉามาคลอเคลีย
พญากอบไปหานายหน้าแดง              ยักษ์หูแกงตามมาจะฆ่าเสีย
พญากอบไม่สู้เพราะพ่อเมีย               หลบเสียพัลวันกันเจ็ดปี
หูแกงไล่ฆ่าพญากอบ                          นาคคอยหลบวนเวียนเปลี่ยนทางหนี
ปลักนาคกลายเป็นห้วงนที                  สองห้องชื่อนี้มีน้ำวน
พญากอบหลบซ่อนนอนในน้ำ              มุดดินกลับถ้ำดำสับสน
หูแกงนอนหมอบขอบสายชล               แล้วสั่งใช้ไพล่พลวนเวียนดู
โอ้ว่าศรีขันกัลยา                                เฝ้าถ้ำคอยท่าหน้าอดสู
วันวันเฝ้าแต่คอยแลดู                       ลูกงูแปดหมื่นค่อยชื่นใจ
ชาตินี้จะมีสิทธิใกล้ชิดผัว                    หรือต้องอยู่แต่ตัวยังสงสัย
พญากอบขุดรูเสร็จเมื่อใด                   หลอกหูแกงได้คงพบกัน
ตำนานเรื่องดังยังไม่จบ                      ขอให้ผัวมาพบนะศรีขัน
ลูกเจ้าแปดหมื่นก็เช่นกัน                   รอวันพ่อเรียกหามาช้านาน
เมื่อท่านพานพบงูจงรู้ไว้                      เขามิใช่ศัตรูผู้จองผลาญ
เขาเป็นลูกพญากอบตามตำนาน          เป็นหลานท้าวภูชงค์องค์นาคา
เมื่อท่านเจอนาคาอย่าทำร้าย              ศรีขันก็เป็นหม้ายอย่าอิจฉา
เขาคอยเฝ้าทรัพย์สินของนาคา           เฝ้ามาทุกคืนเป็นหมื่นปี
ถ้ำทองบัดนี้สีสกปรก                           แสนรกชะมัดน่าบัดสี
เพราะศรีขันมีทุกข์หนักสักหมื่นปี        นางเฝ้าแต่โศกีทุกวี่วัน
ลูกน้อยก็คอยแต่ซุกซน                      ชอบนอนขวางทางคนจนเสียขวัญ
พ่อของเขาไม่อยู่ช่วยดูกัน                  ส่งเสียงดังลั่นทุกวันคืน
พญากอบขุดรูอยู่บางดี                        กว่าจะขุดถึงถ้ำนี้ก็สุดฝืน
ถ้าหูท่านได้ยินหินครืนครืน               พญากอบแทรกพื้นปฐพี
พญากอบนาคามาวันใด                     หินในถ้ำทั้งหลายจะผุดสี
หินเพชรพลอยเพทายกลายเป็นดี      ถ้ำทะเลจะมีสีแวววาว
มาเถิดมาพวกเราเอาใจช่วย              ถ้ำทะเลจะสวยด้วยสีขาว
รอวันพญากอบมาพบเรา                   ลูกงูขาวได้พบพ่อขอเมตตา
ถึงวันนั้นเขากอบจะเฟื่องฟู                พญานาคคืนสู่ในคูหา
ถ้ำทะเลจะสดใสในทันตา                   คนเมืองบาดาลตื่นฟื้นชีวี
เหล่าสมุนบริวารจะบานชื่น                เหมือนตื่นจากฝันพลันสุขี
หมู่พวกเราเขากอบจะมั่งมี                 จะสดศรีสุขสันต์นิรันดร

..............................................................................................................................

อาจเป็นเพราะพญากอบ มีฤทธิ์เดชมาก และก็อยู่ในช่วงวัยคึกคะนองจึงได้ทำอะไรที่นาคตัวอื่นเขาไม่ทำกัน ได้หนีจากเมืองบาดาลมาเที่ยวบนโลกมนุษย์ ไม่รู้ว่าฟ้าแกล้งหรือพรหมลิขิต ขณะเที่ยวไป ก็ได้พบรักกับนารีชื่อ ศรีขัน แล้วทั้งสองก็ได้ร่วมรักกัน พากันหนีไปอยู่ที่อื่น ศรีขันเป็นลูกของพญายักษ์ มีชื่อว่า พญายักษ์หูแกง พญากอบพาลูกสาวพญายักษ์ไปอยู่เกาะกลางทะเล

ทางฝ่ายศรีขัน อยู่กับพญากอบไม่นานก็ตั้งท้อง พญากอบก็คิดหนักไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี จะพาลงไปเมืองบาดาลก็ไม่กล้า เพราะหนีพ่อมาเหมือนกันก็เลยพาศรีขีนเหาะไปเรื่อย ๆจนมาพบ สายน้ำรอบคีรี          ก็คือภูเขาที่มีสายน้ำล้อมรอบ จึงบอกกับศรีขันว่า... “ที่นี่แหละเหมาะที่จะเป็นที่อยู่ของเราและลูก พี่จะสร้างที่นี่ให้เหมือนกับเมืองบาดาลของพี่ พี่จะให้ชื่อภูผาว่า   ถ้ำเล” 

พูดพลางวางท่าชี้นิ้ว ลงมาที่ภูเขา เนรมิตภายในถ้ำ เป็นห้องโถงต่าง ๆ ประกอบด้วย เพชร พลอยต่าง ๆ นานา สวยงามมากพอเนรมิตเสร็จแล้ว พญากอบ...ก็ได้เชิญเพื่อนและบุคคลสำคัญต่าง ๆ มาเป็นสักขีพยานระหว่าง ความรักของตนกับศรีขันธ์ ก็ได้ประดับประดาห้องต่าง ๆให้สวยงาม และ มีการเชิญ 

นักดนตรีจากสวรรค์  ก็จัดให้อยู่ห้อง ถ้ำคนธรรถ์ 

เทวดาก็อยู่ ถ้ำสวรรค์ 

พญากอบก็จัดห้องของตัวเป็นห้อง เจ้าบ่าว 

ศรีขันธ์ก็อยู่ห้องเจ้าสาว 

ตอนเย็นงานเลี้ยงก็ได้เริ่มขึ้นที่ห้องท้องพระโรง 

ทรัพย์สมบัติก็อยู่ที่ถ้ำเพชร ถ้ำพลอย

เมื่อมีงานเลี้ยงใหญ่โตแน่นอนข่าวก็ย่อมแพร่กระจาย ข่าวนี้ ก็ไป ถึงหูของพญายักษ์หูแกง แต่ก็สายไปงานเลี้ยงเสร็จแล้ว พญายักษ์ ตามมาถึง ก็เจอภาพบาดตาตำใจ มาเห็นตอนพญากอบกำลังคลอเคลียอยู่กับศรีขัน  บนยอดเขา ด้วยความโมโห เนรมิตคันศรแล้วพุ่งไปที่พญากอบทันทีแต่ด้วยอิทธิฤทธิ์ของพญากอบ พญากอบหายตัวไปแล้ว ลูกศรจึงพุ่งเข้าชนยอดเขา แตกเป็นสองส่วนพญากอบก็หนี  พญายักษ์ก็ตาม พญากอบดำผุดดำโผล่ ทำปรักเพื่อหลบซ่อน  จนเป็นทะเลซึ่งปัจจุบัน คือ เลสองห้องนั่นเอง    

ส่วนศรีขัน พอพญากอบหนีไป ก็ได้แต่คอย ผัวจะกลับมา นานเท่าไหร่ก็ยังไม่กลับ ทำให้ศรีขันตรอมใจตายแล้ว เพชร พลอย  สมบัติต่างๆ ก็หายไปภูเขาที่แยกออกเป็นสองส่วนเรียกว่า  เขาหัวแตก ตรงบริเวณที่ศรีขันขึ้นไปรอพญากอบแล้วตรอมใจตาย ตรงนั้นก็เรียกว่า  ผานางคอย เป็นหน้าผาอยู่ตรงทางเข้าถ้ำเลนั่นเอง 

บริเวณที่พญากอบดำผุดดำโผล่ก็เป็น ทะเลสองห้อง  ปัจจุบันก็เป็นค่ายลูกเสือแห่งชาติ
ชาวบ้านแถวนั้น ก็ได้แต่คอย สักวันหนึ่ง พญากอบจะกลับมา เพราะเชื่อว่า ถ้าพญากอบกลับมา ทรัพย์สมบัติภายในถ้ำก็จะกลับมาด้วย แล้วจู่ ๆ เมื่อวันที่  1 กุมภาพันธ์ 2538 พญากอบก็กลับมา ทำให้ชาวบ้านต่างพากันยินดี ทรัพย์สมบัติก็กลับมาอีกครั้ง 

คือว่า ถ้ำนี้สมัยก่อนเป็นที่ทำมาหากินของชาวบ้าน ภายในถ้ำนั้นมี  กุ้ง หอย ปู ปลาเยอะแยะ โดยเฉพาะปลาตูหนา ซึ่งเมื่อก่อนนั้นบางคนก็เรียกถ้ำเลว่าวังตูหนา คือปลาไหลหูดำนั่นเองชาวบ้านยังไม่เห็นความสำคัญของความสวยงามภายในถ้ำ ข่าวคราวความสวยงามของถ้ำก็ถึงหูของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  และในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538 ก็ได้มีการสำรวจถ้ำเป็นครั้งแรก โดย  นายนิตย์  สีห์วรางกูร  นายอำเภอห้วยยอด เป็นหัวหน้าทีมงาน

.............................................................................................................................
ทะเลใต้ภูเขา
ยาวสุดในสยาม
น้ำรอบคีรี
ที่นี่...เขากอบ

เป็นการเชิญชวนของชาวอำเภอห้วยยอด ให้ท่านได้เดินทางสู่ "ถ้ำเล" สถานที่ท่องเที่ยวครบวงจรทั้ง ลุยโคลน ลอดถ้ำ เล่นน้ำ ตกปลา เดินป่า ขึ้นเขา ไหว้เจ้า ทำบุญ เดินทางจากตลาดห้วยยอดมา 5 นาทีก็ถึง "ถ้ำเล" จากนั้นก็นั่งเรือเข้าประตูสู่เมืองบาดาล โลกใต้พิภพในตำนานตามความเชื่อของคนโบราณ

สรุปจากการสำรวจพื้นที่ของถ้ำเลเขากอบ (เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538)

1. สภาพพื้นที่โดยทั่วไปของถ้ำทะเลเขากอบ
      "เขากอบ" เป็นภูเขาหินปูนโดด ๆ มีภูเขาเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ที่สุดประมาณ 1,300 เมตร คือ "เขาหัวแตก" หรือ "เขาพระสุเมร" พื้นที่รอบภูเขาด้านทิศเหนือและตะวันตกเป็นสวนยางพาราด้านทิศใต้และทิศตะวันออกเป็นทุ่งนา มียอดเขาสูง 5-6 ยอด ยอดที่สูงที่สุด ประมาณ 200 เมตร มีหน้าผาสูงชันตั้งฉากกับพื้นดิน เรียกว่า "ผานางคอย" อยู่ทางด้านทิศใต้ของภูเขา
     รอบภูเขามีลำคลองธรรมชาติไหลล้อมรอบภูเขา (สภาพเดิมตื้นเขิน ปัจจุบันขุดลอกจนสามารถล่องเรือรอบภูเขาได้) น้ำในลำคลองนี้ไหลมาจากเทือกเขาบรรทัด (ระยะห่างประมาณ 20 กิโลเมตร) น้ำไหลมาตามลำคลองท่างิ้ว คลองศักดิ์สิทธิ์ คลองยางยวน เมื่อถึงเขากอบสายน้ำแยกออกเป็นหลายสาย มีสองสายที่ไหลอ้อมภูเขา อีกหลายสายไหลลอดทะลุใต้ภูเขา กลายเป็นทะเล ความยาวรวมของลำคลองใต้ภูเขา ประมาณ 4 กิโลเมตร ปกติน้ำจะใสสะอาดและเย็นจัด
     ริมฝั่งคลองรอบภูเขา ด้านตรงข้ามกับภูเขาได้รับการพัฒนาเป็นถนนรอบภูเขาสามารถขับรถชมภูเขาได้โดยรอบ ด้านทิศตะวันออกมีถ้ำค้างคาว และถ้ำพระ ทั้งสองถ้ำนี้อยู่นอกถ้ำทะเล
     ทางเข้าถ้ำทะเลมีทั้งหมด 7 ช่องทาง คือ ทิศเหนือ 1 ช่องเรือเข้าได้ ทิศใต้มี 1 ช่อง น้ำเข้าได้แต่ล่องเรือไม่ได้ ทิศตะวันออกมี 3 ช่อง เรือเข้าได้ 2 ช่อง อีก 1 ช่องเป็นทางเดินเท้า ทิศตะวันตกมี 2 ช่อง เรือเข้าได้ 1 ช่อง ช่องเดินเท้า 1 ช่อง รวมแล้วมีช่องเดินเท้า 2 ช่อง เรือเข้าได้ 4 ช่อง และช่องเล็ก ๆ น้ำเข้าได้แต่เรือเข้าไม่ได้อีก 1 ช่อง (เข้าถ้ำคุ้งคั้ง ด้านทิศใต้)
     รอบ ๆ ภูเขา (ระหว่างลำคลองกับภูเขา) มีที่ราบเชิงเขาประมาณ 10 ไร่ สามารถใช้สร้างอาคารที่พักได้
     ถ้ำทะเลเขากอบ ตั้งอยู่ในเขตหมู่ที่ 1,10 ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ห่างจากที่ว่าการอำเภอไปทางทิศตะวันตกประมาณ 6 กิโลเมตร แต่หากเดินทางตามถนนเพชรเกษม จะมีระยะห่างประมาณ 10 กิโลเมตร ห่างจากถนนเพชรเกษมประมาณ 700 เมตร
     ตัวเขากอบมีพื้นที่รวมประมาณ 300 ไร่ ความยาวประมาณ 800 เมตร กว้างประมาณ 400 เมตร แต่มีถ้ำคดเลี้ยววกวนประมาณ 4 กิโลเมตร ความกว้างของถ้ำรวมทั้งหมดประมาณ 200 ไร่ ในจำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่ง (100 ไร่) มีน้ำขังเกือบตลอดปี สามารถลงเรือได้
     ลักษณะภูเขา สูงชันมากเฉพาะผานางคอยมีลักษณะตั้งฉากกับพื้นดินความยาวของหน้าผาประมาณ 300 เมตร สูง 200 เมตร
     จากการขึ้นสำรวจเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538 เฉพาะบนยอดสูงสุดมีพื้นที่ราบสลับกับลานหินแตกเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ มีลักษณะคล้ายหัวตาปูเกลียว คือ เกือบกลมมีร่องตรงกลาง
     บนยอดสูงสุดสามารถพัฒนาเป็นจุดชมวิวได้อย่างดี สูงประมาณ 200 เมตร หรือเท่ากับตึก 100 ชั้น สามารถมองเห็นเกาะลันตาของจังหวัดกระบี่ มองเห็นภูเขาทองของอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช และมองเห็นพื้นที่ของอำเภอห้วยยอดได้เกือบทั้งหมด
     สรุปแล้วถ้ำทะเลเขากอบ เปรียบเสมือนฟองน้ำขรุขระมีรูพรุนโดยรอบถ้าย่อส่วนลงเหลือขนาดจอมปลวก สามารถยกขึ้นบนบ่าได้สบาย

2. สภาพภายในถ้ำ แบ่งได้ดังนี้
    2.1 พื้นที่ส่วนที่มีน้ำไหลผ่าน
          พื้นที่ส่วนนี้มีสภาพเหมือนแม่น้ำลำคลองโดยทั่วไป ในช่วงที่น้ำฝนมีน้อยจะมีน้ำขังเป็นแอ่ง มีสันดอนผุดขึ้นมาเป็นตอน ๆ ในช่วงที่มีน้ำมากสามารถใช้เรือเดินทางเข้าไปในถ้ำได้ตลอด ยกเว้นในถ้ำคุ้งคั้งเป็นทางเข้าออกจากถ้ำทางด้านทิศใต้
           สภาพภายในถ้ำคุ้งคั้งมีลักษณะคล้ายแก่งหินขวางทางน้ำ การเดินทางในถ้ำคุ้งคั้งไม่สามารถล่องเรือเข้าไปได้
           สภาพพื้นถ้ำโดยทั่วไปเป็นโคลนปนทราย บางแห่งเป็นหิน บางแห่งเป็นดินเหนียว
           สภาพของผนังถ้ำ บางส่วนเป็นหิน บางส่วนเป็นดินเหนียวพอกติดกับหิน
           ความกว้างของถ้ำบางแห่งกว้างถึงเกือบ 100 เมตร บางแห่งกว้างเพียง 2-3 เมตร 
           สภาพเพดานถ้ำบางแห่งสูงจากพื้นดินเพียง 1.5-2 เมตร บางแห่งสูงประมาณ 30-40 เมตร แต่ส่วนใหญ่จะสูงประมาณ 2-3 เมตร

     2.2 พื้นที่ส่วนที่ไม่มีน้ำไหลผ่าน
           พื้นที่ถ้ำตามข้อ 2.1 (มีน้ำไหลผ่าน) จะเปรียบเสมือนถนนหรือแม่น้ำลำคลองสองฝั่งของลำคลอง ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา จะมีถ้ำน้อยใหญ่เรียงรายกันอยู่มากมาย เหมือนบ้านเรือนของราษฎรที่อยู่สองข้างถนนหรือสองฝั่งคลอง ถ้ำเหล่านี้ไม่มีน้ำไหลผ่าน เพราะอยู่ในที่สูง แต่บางแห่งมีน้ำขังอยู่เกิดจากน้ำที่หยดลงมาจากหินย้อย
           พื้นที่ถ้ำตามข้อ 2.2 มีถ้ำใหญ่และสวยงามอยู่ 2 ถ้ำ คือถ้ำคนธรรพ์และถ้ำท้องพระโรง สภาพพื้นถ้ำเป็นโคลนเกือบทั้งหมด

3. สภาพอากาศภายในถ้ำ
     ภายในถ้ำทะเลรวมทั้งถ้ำบริวารทั้งหลายมีอากาศเย็นสบาย มีลมพัดโกรกตลอดเวลาไม่มีกลิ่นอับ ๆ แต่อย่างใด เนื่องจากมีช่องทางเข้าออกหลายทาง แม้ถ้ำจะยาวประมาณ 4 กิโลเมตร (มีเพียงถ้ำคนธรรพ์ ที่บางครั้งอากาศค่อนข้างร้อนเฉพาะในช่วงที่ไม่มีลมพัดผ่าน)

4. แสงสว่างภายในถ้ำ
    คำว่า "มืดเหมือนเข้าถ้ำ" ท่านจะได้พบในถ้ำทะเลเขากอบมืดยิ่งกว่าคืนเดือนมืดจนสีขาวของทุกสิ่งทุกอย่างภายในถ้ำกลายเป็นสีดำ ท่านจึงควรมีไฟฉายติดตัวเมื่อเดินทางเข้าถ้ำ

5. สัตว์ภายในถ้ำทะเลเขากอบ
    "ถ้ำทะเลเขากอบ" ได้ชื่อในภาษาอังกฤษว่า WANG THUNA SEACAVE เพราะว่าภายในถ้ำทะเลมีปลาตูหนาหรือปลาสะแงะหรือปลาไหลหูดำ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก บางครั้งจะขึ้นหาอาหารบนโคลนและแหล่งอาศัยแหล่งใหญ่ของปลาตูหนาอยู่ในถ้ำ "วังตูหนา" สัตว์ในถ้ำพอสรุปได้ดังนี้
      1. ค้างค้าวมีมากนับล้าน ๆ ตัว        2. นกนางแอ่น
      3. นกกาเขา (อีกาภูเขา)                 4. ไก่ป่า
      5. นกกินปลา                                6. ลิง ค่าง
      7. กระรอก กระแต                        8. ตัวนิ่ม หรือลิ่น
      9. ตะกวด                                    10. งูเผือกหรืองูเจ้า (ไม่มีพิษ ไม่ทำร้ายใคร)
     11. ตะพาบน้ำ                               12. ปลาตูหนา
     13. ปลาไหล                                  14. ปลาเนื้ออ่อน
     15. กุ้ง                                           16. ปลาน้ำจืดอื่น ๆ เช่นปลาช่อน ปลาดุก 
     17. หอยน้ำจืด เช่น หอยกาบ หอยโข่ง หอยขม

6. พันธุ์ไม้ต่าง ๆ 
    ทั้งบนภูเขาและที่ราบเชิงเขาประกอบด้วย โขดหิน เพิงผา มีพันธุ์ไม้นานาชนิด เช่นเดียวกับป่าดงดิบโซนร้อนโดยทั่วไป เช่น ไทร หลุมพอ ตะเคียน กล้วยป่า ไผ่ กล้วยไม้ ตะบองเพชร 

7. สิ่งศักดิ์สิทธิ์
    นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าถ้ำ  หรือขึ้นภูเขาจะต้องท่องเที่ยวด้วยความสำรวมเคารพใน "ทวดเขากอบ" และ "เจ้าแม่กวนอิม" ข้อพึงปฏิบัติมี
     1. สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์หน้าถ้ำ
     2. ไม่ดื่มสุราในถ้ำ
     3. ไม่พูดคำหยาบหรือไม่เป็นมงคล
     4. ไม่หยิบฉวยสิ่งใด ๆ ในถ้ำ
     5. ไม่กระทำผิดทางเพศภายในถ้ำ
     6. ไม่ทิ้งขยะหรือสิ่งสกปรกภายในถ้ำ
     7. ไม่ทำร้ายสัตว์ใด ๆ ในถ้ำ

  

ปรับปรุงข่าวล่าสุด 10/10/2007
โดย ที่ทำการปกครองอำเภอห้วยยอด
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
เรื่อง  'เยือนทะเลสองห้อง' ห้วยยอด สัมผัสความสมบูรณ์แห่งธรรมชาติ
"ทะเลสองห้อง" เป็นชื่อหนองน้ำจืด หรือทะเลสาบน้ำจืด เนื่องจากมี 2 ตอน หรือ 2 แอ่งมาเชื่อมกันเป็นคอคอด จึงเป็นที่มาของชื่อนี้ สภาพทั่วไปเป็นทะเลสาบ ที่มีความแปลก มหัศจรรย์ พึงทราบได้จาก จดหมายที่สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยา นริศรานุวัติวงศ์ ทรงบันทึกไว้เมื่อพ.ศ.2446 ว่าเป็นทะเลสาบบนภูเขา ซึ่งปกติแล้วทะเลสาบ จะอยู่ในที่ราบหรือที่ลุ่ม แต่กลับไปตั้งอยู่ในที่สูง ที่ถูกล้อมรอบไปด้วยเนิน ควน เขา คล้ายๆ ปกคลุมด้วยภูเขาไฟระเบิด

"ทะเลสองห้อง" ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง อยู่ทางด้าน ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของที่ว่าการอำเภอห้วยยอด โดยอยู่ห่างออกไป ประมาณ 21 กิโลเมตร นอกจากนั้น ยังมีพั้นที่อยู่ติดกับเขตแดนจังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,500 ไร่ ภายในพื้นที่แอ่งน้ำตอนหนึ่งน้ำจะแห้งในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งจะถูกล้อมไปด้วยต้นเสม็ดและต้นจูด (จูดที่ใช้สานเสื่อ) รวมพื้นที่ประมาณ 500 ไร่

เป็นสถานที่รวมของสัตว์ป่าในฤดูแล้งมายาวนานตั้งแต่ในสมัยก่อน โดยน้ำในทะเลสาบแห่งนี้ น่าจะมีความเป็นด่างหรือกรดผิดปกติกว่าน้ำจืดทั่วๆ ไป ทั้งนี้ เมื่อทดลองนำน้ำในแอ่งดังกล่าวไปล้างไขมันจะออกได้ดีกว่าน้ำในสถานที่อื่นๆ และถ้าจะทำการขุดน้ำรอบๆ ทะเลที่เป็นพื้นที่หญ้า ก็จะไม่มีตาน้ำออกมานอกจากจะเป็นในระยะที่ลึกพอสมควร นอกจากนั้น ในบริเวณน้ำอันกว้างขวางที่ถูกล้อมปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ที่รายรอบอยู่บนเขาควนแห่งนี้

เมื่อเกิดลมพายุพัดซึ่งตามปกติแล้วน่าจะมีใบไม้ปลิวว่อนล่องลอยอยู่บ้าง แต่กลับไม่มีให้เห็นเลย ในทะเลสาบก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลาน้ำจืดนานาชนิด รวมถึงนกเป็ดน้ำ ดังนั้น ทางราชการจึงควบคุมมิให้มีการล่าสัตว์ที่ "ทะเลสองห้อง" 

ทั้งนี้ ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามน่าประทับใจ จึงมีเพลงพื้นบ้านที่ขับร้องกันในแดนไกลครั้งโบราณกาลที่ได้มีการแต่งเนื้อหาเอ่ยถึงทะเลสาบแห่งนี้ไว้ว่า "ถ้าหากพี่ไปถึงทะเลสองห้องให้กลับมาหาน้องเล่าหนา" คำว่า "เล่าหนา" นั้น เป็นภาษาถิ่นใต้แปลว่า "อีกนะ"

จะมีใครที่ทดลองหรือรู้เห็นอย่างไรมิอาจจะทราบได้ แต่ชาวบ้านที่เชื่อก็ได้เล่าต่อๆ กันมาว่าที่ทะเลสาบนั้น จะมีสายน้ำที่ทะเลมายังแม่น้ำตรังได้ที่ภูเขาบางลา ซึ่งมีระยะทางห่างกันประมาณ 5 กิโลเมตร โดยได้มีผู้ทดลอง นำแกลบข้าวไปโปรยในแอ่งน้ำ ต่อมาปรากฏว่าแกลบข้าวได้โผล่ออกที่บางลา ซึ่งเป็นชื่อท่าน้ำแห่งหนึ่งของแม่น้ำตรัง 

ก่อนที่จะมีผู้คนเข้าไปยึดครอบที่ดินในบริเวณทะเลสาบเพื่อปลูกยางพารานั้น สันนิษฐานว่าน่าจะมีหมู่บ้านหรือชุมชนที่หนาแน่น เมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้คิดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้นปรากฏได้ตามหลักฐานต่างๆ ที่มีพบและปรากฏอยู่เช่น "กองอิฐ" ซึ่งเป็นประเภทอิฐดินเผาอย่างที่ใช้ทำการก่อสร้างทั่วไป ซึ่งกระจายกันอยู่ใน "คลองอิฐโตระ" จนเป็นที่มาของชื่อคลองสายนี้มาแต่โบราณกาล ต่อมาคำเรียกนี้ได้เพี้ยนเป็น "คลองอิโตระ" ปัจจุบันก็ยังคงปรากฏอยู่ในบริเวณสวนยางพาราเขาไม้แก้ว

สำหรับการที่จะไปทัศนศึกษาหรือเพื่ออื่นใดที่ "ทะเลสองห้อง" นั้น เดินทางได้ด้วยทางถนนที่แยกเฉพาะไปจากถนนเพชรเกษม ตอนห้วยยอด-กระบี่ บริเวณกิโลเมตรที่ 8 บ้านถนนแพรก ตำบลบางดี หรือจะแยกจากถนนเพชรเกษม บริเวณที่วัดไตรสามัคคี ในท้องที่ตำบลวังคีรี ทั้งสองจุดจะแยกเข้าไปในระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร

ค่ายลูกเสือแห่งชาติทะเลสองห้อง
ค่ายลูกเสือแห่งชาติตั้งอยู่ใกล้กับทะเลสองห้องในตำบลบางดี มีพื้นที่ประมาณ 2,080 ตารางกิโลเมตร ซึ่งดำเนินการจัดตั้งโดยกรมพละศึกษา ภายในค่ายมีห้องประชุมสำหรับการจัดกิจกรรมอบรมและสัมนาสำหรับลูกเสือทั่วประเทศ มีอาคารที่พัก 18 หลัง ที่ออกแบบตามสไตล์สถาปัตยกรรมภาคใต้ ซึ่งแต่ละหลังสามารถเข้าพักได้ถึง 10 คน นอกจากนั้นยังมีที่สำหรับตั้งแคมป์ได้อีกด้วย 


ปรับปรุงข่าวล่าสุด 05/10/2007
โดย ที่ทำการปกครองอำเภอห้วยยอด
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
เรื่อง  

ปรับปรุงข่าวล่าสุด 10/10/2007
โดย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 

หน้าหลัก | เกี่ยวกับอำเภอดอทคอม | รายชื่ออำเภอ | เตรียมตัวไปอำเภอ | ติดต่อเจ้าหน้าที่

 

webmaster@dopa.go.th  โทร. 0-2282-1047-8, 0-2356-9564 FAX 0-2282-1048 
Copyright © 2003 By www.amphoe.com -> Best view is 800x600 Pixels ->Design by :