ค้นหา >

 

ค้นหา

 








ค้นหาอำเภอ >>  จังหวัด:    อำเภอ:  

อำเภอพระนครศรีอยุธยา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

 

 1.โบราณสถาน/โบราณวัตถุ ได้แก่


1. พระราชวังหลวง หรือพระราชวังโบราณ
     พระราชวังหลวงที่ปรากฏในพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันนี้คงเหลือแต่ฐานอาคารให้เห็นเท่านั้น สันนิษฐานว่าพระเจ้าอู่ทองทรงสร้างพระราชวังตั้งแต่เมื่อครั้งประทับอยู่ที่เวียงเหล็ก เมื่อ พ.ศ. 1890 และเมื่อสร้างกรุงเสร็จใน พ.ศ. 1893 จึงย้ายมาประทับที่พระราชวังใหม่ริมหนองโสน พระที่นั่งต่าง ๆ ในครั้งแรกนี้ สร้างด้วยไม้อยู่ในบริเวณ ซึ่งปัจจุบันเป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 1991 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงถวายที่บริเวณพระราชวังเดิมสร้างเป็นวัดในเขตพระราชวังเรียกว่า " วัดพระศรีสรรเพชรญ์ " แล้วทรงสร้างพระราชวังหลวงใหม่เลื่อนไปทางทิศเหนือชิดริมแม่น้ำลพบุรี พระที่นั่งต่าง ๆ ในเขตพระราชวังหลวง หรือที่เรียกในปัจจุบันว่า พระราชวังโบราณเดิม เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์อยุธยาทุกรัชกาล ตั้งอยู่ริมกำแพงพระนครศรีอยุธยาทางทิศเหนือ

2. ศาลหลักเมือง
     ศาลหลักเมืองตั้งอยู่สี่แยกตะแลงแกง โดย ร้อยตรีกิตติ  ประทุมแก้ว ผู้ว่าราชการจังหวัด ดำหริให้จัดสร้างขึ้น เพราะยังไม่มีศาลหลักเมืองที่จะเป็นจุดรวมใจของพี่น้องชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และได้ทำการปรับปรุงบริเวณก่อสร้าง เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2525 และรับมอบองค์หลักเมืองจาก นายเผื่อน  นางบุญเรือน  
มากขึ้น และนายภักดี  อามิกรณ์ ราษฎรตำบลสวนหลวง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2525 และได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์หลักเมือง เมื่อวันที่  23  กันยายน 2525 เวลา 08.59-09.09 น.

3. ุ้คุ้มขุนแผน
     เป็นเรือนไทยทรงโบราณ มีอยู่ 5 หลัง อยู่ทางทิศใต้ของพระวิหารพระมงคลบพิตร หันหน้าสู่ถนน
ศรีสรรเพชญ์ และถนนป่าตองในตำบลประตูชัย ชื่อ คุ้มขุนแผน มิได้มุ่งหมายสร้างให้เป็นอนุสรณ์แก่ขุนแผนในวรรณคดีแต่อย่างใด ความประสงค์ที่แท้จริง สร้างไว้เพื่อคนรุ่นหลังได้เห็นและได้ศึกษารูปบ้านไทยในชนบทสมัยโบราณ มีรูปทรงอย่างไร เช่น เรือนเอก เรือนโท หอพระ หอนั่ง ครัวไฟ

4. วัดพระศรีสรรเพชญ์
     วัดพระศรีสรรเพชญ์ สร้างอยู่บนพื้นที่เดิม เป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวงมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ครั้นถึงแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ. 1991 ทรงถวายที่นั้นเป็นพุทธาวาส ลักษณะเด่นของวัด คือ พระเจดีย์ใหญ่ 3 องค์ ตั้งเป็นประธานของวัด ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 และสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2

5. วัดพุทไธศวรรย์
     ในราว พ.ศ. 1896 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสถาปนาวัดพุทไธศวรรย์ขึ้น ณ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นที่ระลึกถึงตำบลเวียงเหล็ก ซึ่งเป็นสถานที่ทรงพักไพร่พล เป็นระยะเวลา 3 ปี หลังจากอพยพหนีโรคระบาด และต่อมาได้ข้ามแม่น้ำมาสร้างกรุงศรีอยุธยาที่ตำบลหนองโสน ในปี พ.ศ. 1893

6. วัดใหญ่ชัยมงคล
     เมื่อ พ.ศ. 1900 ่พระเจ้าอู่ทอง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปลงศพเจ้าแก้วเจ้าไทย ที่ปลงศพนั้นให้สถาปนาพระเจดีย์และวิหารเป็นอาราม ชื่อ วัดป่าแก้ว และโปรดเกล้าฯ ให้เป็นสำนักสงฆ์ เรียกคณะป่าแก้ว ปฏิบัติทางวิปัสสนาธุระ ต่อมาได้ขนานนามว่า วัดเจ้าพระยาไทย เพราะเป็นที่สถิตของสมเด็จพระวันรัต พระสังฆราชฝ่ายขวา ซึ่งในสมัยโบราณเรียกพระสงฆ์ว่า เจ้าไทย
     ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พ.ศ. 2135 ทรงได้ชัยชนะในการทำยุทธหัตถี สมเด็จพระวันรัตวัดป่าแก้ว ซึ่งขอพระราชทานอภัยโทษแก่นายทัพนายกองที่ตามเสด็จไม่ทัน ได้กราบบังคมทูลให้ทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่ เฉลิมพระเกียรติที่ตำบลหนองสาหร่าย จังหวัดสุพรรณบุรี และที่วัดเจ้าพระยาไทย ให้เป็นคู่กับเจดีย์ภูเขาทองที่พระเจ้าหงสาวดีสร้างได้ พระเจดีย์นี้มีขนาดสูงใหญ่ ทรงระฆัง (สูงประมาณ 60 เมตร) ขนานนามว่า พระเจดีย์ชัยมงคล แต่เรียกเป็นสามัญว่า พระเจดีย์ใหญ่ ต่อมาจึงเรียกชื่อวัดนี้อีกชื่อหนึ่งว่า วัดใหญ่ชัยมงคล

7. วัดพระราม
     สมเด็จพระราเมศวร ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดพระรามขึ้น ตรงบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) พระราชบิดา เมื่อ พ.ศ. 1912 ต่อมาได้มีการปฏิสังขรณ์วัดนี้ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และอีกครั้งหนึ่งในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่จึงเป็นฝืมือช่างสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

8. วัดมหาธาตุ
     วัดมหาธาตุเป็นวัดใหญ่คู่กับวัดราชบูรณะ ในพงศาวดารกล่าวว่า เริ่มสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) พ.ศ. 1917 มาแล้วเสร็จในสมัยพระราเมศวร และมีการก่อสร้างบำรุงรักษามาตลอดจนเสียกรุง ในปี พ.ศ. 2310 ทำให้มีสิ่งก่อสร้างที่สวยงามและสำคัญอยู่มากมาย โดยเฉพาะวิหารหลวงขนาดใหญ่ ที่เจาะผนังเป็นห้องแทนหน้าต่าง

9. วัดภูเขาทอง
     สมเด็จพระราเมศวร ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดภูเขาทอง เมื่อ พ.ศ. 1930 ณ ทุ่งฝั่งตะวันออกทางทิศเหนือ ห่างจากพระราชวังไปประมาณ 2 กิโลเมตร ต่อมาในปี พ.ศ. 2112 พระเจ้าหงสาวดีมีชัยชนะต่อกรุงศรีอยุธยา จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเจดีย์ใหญ่ขึ้นที่วัดนี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติ
     ครั้นรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์อารามและพระเจดีย์ใหญ่ ซึ่งพังลงมาก่อนหน้าแล้ว แต่ทรงให้เปลี่ยนรูปเจดีย์ทรงเดิมเป็นแบบไทย คือ ตอนข้างบนถึงยอดเจดีย์ ทำเป็นรูปย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 ได้ทำการบูรณะพระเจดีย์ โดยสร้างโครงคอนกรีตเสริมเหล็กขึ้นใหม่แทนโครงสร้างเดิม ส่วนผิวภายนอกทำการเจาะเย็บ เพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะของวัสดุ และลดการแตกร้าวของปูน รวมทั้งติดตั้งระบบป้องกันฟ้าผ่า และทำระบบระบายน้ำ ป้องกันมิให้น้ำไหลเข้าเจดีย์ การบูรณะครั้งนี้เสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2544

10. วัดราชบูรณะ
     วัดราชบูรณะตั้งอยู่ข้างวัดมหาธาตุ สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) เมื่อ พ.ศ. 1967 ตรงบริเวณถวายพระเพลิงพระศพเจ้าอ้ายพระยา และเจ้ายี่พระยา พระเชษฐาของพระองค์ ซึ่งทรงกระทำยุทธหัตถีแย่งชิงราชสมบัติ จนสิ้นพระชนม์ สถานที่กระทำยุทธหัตถีเชิงสะพานป่าถ่าน อันเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างวัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะ ก็โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเจดีย์ขึ้น 2 องค์ ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงรากฐาน

11. วัดหน้าพระเมรุ
     พระองค์อินทร์ ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างวัดหน้าพระเมรุขึ้น เมือ พ.ศ.2046 มีชื่อเดิมว่า วัดเมรุราชิการาม ครั้งแผ่นดินพระมหาจักรพรรดิ ได้ทรงตั้งพลับพลาระหว่างวัดหน้าพระเมรุและวัดหัสดาวาส เป็นที่ทำสัญญาสงบศึกกับพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
     สถาปัตยกรรมของวัดอยู่ในสมยอยุธยาตอนต้น คือ พระอุโบสถไม่มีหน้าต่างแต่เจาะช่องไว้เป็นลูกกรง พระประธานเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ทรงเครื่องปางมารวิชัย งดงามเป็นที่ยิ่ง หน้าบันไม้สักลงรักปิดทองสลักรูปพระนารายณ์ทรงครุฑยุดเศียรนาคหน้าราหู ล้อมรอบด้วยหมู่เทพนม 26 องค์ 
     วิหารน้อยหรือวิหารเขียน มีพระพุทธรูปประดับห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีประดิษฐานอยู่

12. วัดมเหยงคณ์
     วัดมเหยงคณ์สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) เมื่อ พ.ศ. 1981 สถาปัตยกรรมเป็นของลังกา คือ เจดีย์ประธานทรงระฆัง บนฐานมีช้างล้อมรอบเจดีย์รายก็เป็นทรงระฆัง วัดนี้ได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งแรก ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ พ.ศ. 2252 ระหว่างนั้น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขั้นนอกกำแพงวัด เพื่อประทับทอดพระเนตรการปฏิสังขรณ์ ซึ่งกินเวลานานถึง 3 ปีเศษ เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว โปรดเกล้าฯ ให้มีการเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่ถึง 7 วัน

13. วิหารพระมงคลบพิตร
     พระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปอิฐบุทองสัมฤทธิ์สีดำตลอดองค์เพราะเคลือบรักไว้ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระไชยราชา ราว พ.ศ. 2081 สำหรับเป็นพระพุทธรูปประจำวัดซีเซียง ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงโปรดเกล้าฯ ให้ชะลอพระมงคลบพิตรมาไว้ทางตะวันตกเฉียงใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์ และสร้างมณฑปครอบไว้ จนเมื่อ พ.ศ. 2310 เสียกรุงศรีอยุธยา วิหารพระมงคลบพิตรถูกไฟไหม้
ทรุดโทรม พระเมาฬีและพระกรขวาหัก
     ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 พระยาโบราณราชธานินทร์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาล มณฑลอยุธยาได้ซ่อมองค์พระด้วยปูนปั้น และในปี พ.ศ. 2535 ได้มีการลงรักปิดทองพระมงคลบพิตรทั้งองค์ นับเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทย

14. วัดบรมพุทธาราม
     วัดบรมพุทธาราม สร้างในสมัยสมเด็จพระเพทราชา ราว พ.ศ. 2231-2246 ณ บริเวณย่านป่าตองอันเป็นนิวาสสถานเดิมของพระองค์ วัดนี้แตกต่างจากวัดอื่นตรงที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทำกระเบื้องเคลือบสีเหลืองขึ้นมุงหลังคาพระอุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ และใช้ประดับเจดีย์ซุ้มประตู จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วัดกระเบื้องเคลือบ ซึ่งใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี จึงแล้วเสร็จ

15. วัดไชยวัฒนาราม
     สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้น ในปี พ.ศ. 2173 เพื่ออุทิศถวายให้เป็นอนุสรณ์สถาน ณ บ้านเดิมของพระราชมารดา และเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ในการเสด็จขึ้นครองราชย์ด้วยทรงมีพระราชนิยมศิลปะแบบขอม วัดนี้จึงมีสถาปัตยกรรมรูปปรางค์ ประกอบด้วย พระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุ เป็นองค์ประธานสูงเด่นอยู่ท่ามกลางปรางค์ทิศและปรางค์รายทั้ง 8 ทิศ

16. วัดกุฎีดาว
     วัดกุฎีดาว เป็นวัดขนาดใหญ่ ลักษณะการสร้างเป็นรูปแบบศิลปะคล้ายกับวัดหลวงที่สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ถึงอยุธยาตอนกลาง โดยเฉพาะบัวหัวเสาที่เป็นบัวกลุ่มใช้ดินเผารูปกลีบบัวขนาดเล็กเป็นหุ่นอยู่ภายใน คล้ายกับที่พบในวิหารของวัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ. 2042 วัดกุฎีดาวจึงน่าจะสร้างมาแล้วอย่างน้อยในสมัยอยุธยาตอนกลาง

17. วัดพนัญเชิง
     วัดพนัญเชิงมีมาก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่ปรากฏว่าสร้างขึ้นในสมัยใด ส่วนพระพุทธรูปพระเจ้า
พนัญเชิงในพระวิหารหลวงนั้น มีหลักฐานว่า สร้างเมื่อ พ.ศ. 1867 เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ปางมารวิชัย ซึ่งได้รับการซ่อมแซมบูรณะหลายครั้ง โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2445) พระอุโบสถประดิษฐ์พระพุทธรูปองค์ทอง 2 องค์ ปางมารวิชัยสมัยสุโขทัยเดิมพอกปูนไว้ อีกองค์หนึ่งเป็นพระปูนปั้นเก่าโบราณกว่า 2 องค์แรก วิหารอีกหลังหนึ่งมีจิตรกรรมฝาผนังรูปพระพุทธเจ้าผจญมาร และเขียนเป็นลายกระถางต่าง ๆ 
     ตามตำนานกล่าวว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้ง กษัตริย์แห่งอโยธยาทรงสร้างวัดนี้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระนางสร้อยดอกหมาก พระมเหสีที่สิ้นพระชนม์บนเรือสำเภาที่จอดอยู่บริเวณหน้าวัดพนัญเชิง จึงทรงสถาปนาขึ้นเป็นวัดให้ชื่อว่า วัดพระเจ้าพระนางเชิง และเรียกกันต่อมาว่า วัดพนัญเชิง

18. วัดธรรมิกราช
     ตามตำนานกล่าวว่า พระยาธรรมิกราชพระราชบุตรพระเจ้าสายน้ำผึ้ง ได้เสวยราชย์และสร้างวัดมุขราช ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อตามผู้สร้างเป็นวัดธรรมิกราช ไม่พบหลักฐานว่าสร้างในปีใด แต่คงจะเป็นวัดเก่าแก่ในสมัยเดียวกับวัดพนัญเชิง เป็นวัดที่ตั้งอยู่ติดขอบเขตกำแพงพระราชวังหลวง ซึ่งต่อมายกเป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์
     ภายในวัดมีวิหารทรงธรรมซึ่งมีขนาดใหญ่มากสร้างอยู่บนเนินสูง เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญที่มีขนาดใหญ่เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์สมัยอู่ทองที่งดงามมาก ปัจจุบันเหลือเพียงพระเศียร และเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำหรับพระเจดีย์ประธานเป็นทรงระฆังแบบลังกามีปูนปั้นสิงห์ยืนอยู่โดยรอบและมีพระเจดีย์ขนาดย่อมและขนาดเล็กอีก 13 องค์ ในวิหารพระนอน ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ที่ฝ่าพระบาทมีรอยพระพุทธบาทปิดทองประดับกระจก

19. วัดสุวรรณดาราราม
     วัดสุวรรณดาราราม ตั้งอยู่ริมป้อมเพชร พระอัยกาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชสร้างวัดนี้ตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ให้ชื่อว่า วัดทอง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้นครองราชย์ และทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ได้โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดนี้ทั้งหมด และสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท โปรดเกล้าฯ ให้ช่างเขียนภาพเทพชุมชนนิบาตชาดก 3 พระชาติ และภาพมารวิชัยมีแม่พระธรณียืนบีบมวยผมอยู่ที่ตรงกลางซึ่งเหมือนภาพเขียนที่พระที่นั่งพุทไธศวรรย์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงเทพมหานคร
     วัดสุวรรณดาราราม ได้รับการบูรณะจากพระมหากษัตริย์ในพระราชวงศ์จักรีอย่างต่อเนื่องเกือบทุกรัชกาล ภาพจิตรกรรมฝาผนัง จึงยังสมบูรณ์ดีอยู่จนทุกวันนี้ 

20. พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง)
     พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2511-2513 เพื่อระลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ผู้ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยา ณ ตำบลหนองโสน ใน พ.ศ. 1893 ประกอบด้วย
     1. พระบรมรูปของพระเจ้าอู่ทอง ประทับยืนถือพระแสง ผินพระพักตร์ไปทางทิศใต้ สู่วัดพระราม ซึ่งเป็นที่บรรจุอัฐิของพระองค์ ตั้งอยู่บริเวณที่เป็นท้องสนามหลวงเดิม คือ หน้าวิหารพระมงคลบพิตร
     2. อยุธยามหาปราสาท เป็นที่สถิตดวงพระวิญญาณของสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง และอดีตบูรพกษัตริย์ 6 พระองค์ ทำเป็นรูปปราสาท 3 ยอด ภายในมีพระบรมรูปของสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง

21. พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร
     พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำหริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้ยิ่งใหญ่ของชาติไทย เริ่มก่อสร้างปี พ.ศ. 2539 เสร็จสิ้นปี พ.ศ. 2544 ตัวโครงการประกอบด้วยพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงม้าศึกขนาดสองเท่าครึ่ง และมีอ่างเก็บน้ำความจุ 2.050.000 ลูกบาศก์เมตร ส่วนบริเวณโดยรอบได้ปลูกสวนป่าพัฒนาให้เป็นพื้นที่สีเขียว เพื่อเป็นที่พักผ่อน

22. วังหลัง
     ตั้งอยู่ริมกำแพงพระนครศรีอยุธยาด้านทิศตะวันตก (ในเขตโรงงานสุรา ของกรมสรรพสามิตในปัจจุบัน) เดิมเป็นอุทยานสำหรับเสด็จประพาสเป็นครั้งคราว เรียกว่า " สวนหลวง " และคงจะสร้างแต่เพียงตำหนักที่พัก
เท่านั้น ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาได้โปรดให้สร้างเพิ่มเติม เป็นพระราชวังเพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเอกาทศรถ ต่อมาวังหลังได้กลายเป็นที่ประทับของเจ้านายในพระราชวงศ์เท่านั้น จึงไม่ปรากฏสิ่งสำคัญหลงเหลืออยู่นอกจากเจดีย์ศรีสุริโยทัย 
  
 

 2.สถานที่ท่องเที่ยว ได้แก่

 
1. วังจันทรเกษม หรือวังหน้า
     ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก มุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมือง ใกล้ตลาดหัวรอ สร้างในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ครั้งยังทรงเป็นมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก เมื่อ พ.ศ. 2112 เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระยุพราช และพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ เมื่อคราวเสียกรุงในปี พ.ศ. 2310 วังนี้ได้ถูกข้าศึกเผาทำลาย
เสียหายมาก และถูกทิ้งร้างจนถึงรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ได้โปรดให้ซ่อมพระที่นั่งพิมานรัตยา และพลับพลาจตุรมุขไว้เป็นที่ประทับ เมื่อเสด็จประพาสพระนครศรีอยุธยา ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานให้ใช้เป็นที่ว่าการมณฑลอยุธยา และสมัยรัชกาลที่ 7 โปรดให้เลื่อนเป็นศาลากลางจังหวัด จนกระทั่งได้สร้างศาลากลางใหม่แล้ว กรมศิลปากรจึงได้ใช้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจนถึงปัจจุบัน

2. สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ พระนครศรีอยุธยา
     ตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ บนเกาะเมืองเก่าซีกตะวันออกของคลองท่อ เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ปลูกต้นไม้ในวรรณคดี ประกอบไปด้วย โบราณสถาน อาคาร และศาลาไทย ตลอดจนถนนและสะพาน เพื่อเสริมให้มีบรรยากาศแบบไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาพื้นที่เป็นสวนป่าสมุนไพร และอุทยานประวัติศาสตร์ในอนาคต

3. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา
     ตั้งอยู่ที่ตำบลประตูชัย ใกล้กับศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (หลังเก่า) เยื้องสถาบันราชภัฏ
พระนครศรีอยุธยา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2502 โดยใช้เงินที่ประชาชนเช่าพระพิมพ์ ซึ่งขุดได้จากกรุวัดราชบูรณะ ที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ทรงสร้าง จึงใช้ชื่อว่า " เจ้าสามพระยา " พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2504 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกของประเทศไทย ที่มีรูปแบบการจัดแสดงแผนใหม่ คือนำโบราณวัตถุมาจัดแสดงไม่มากจนแน่น และได้นำหลักการใช้แสงสีมาใช้ทำให้การนำเสนอดูน่าสนใจมาก

4. ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา
     จัดตั้งขึ้นตามโครงการที่นักวิชาการไทย และนักวิชาการญี่ปุ่นได้ปรับขยาย มาจากข้อเสนอเดิมของสมาคมไทย-ญี่ปุ่น และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเคยเสนอให้ปรับปรุงบริเวณที่เคยเป็นหมู่บ้านญี่ปุ่น และสร้าง
พิพิธภัณฑ์หมู่บ้านญี่ปุ่นมาเป็นการเสนอให้จัดตั้งเป็นศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นสถาบันวิจัยและพิพิธภัณฑสถานเกี่ยวกับราชอาณาจักรอยุธยาโดยส่วนรวม โดยใช้งบประมาณช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากรัฐบาลญี่ปุ่น เป็นเงิน 999 ล้านเยน เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในพระบรมราชวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา และเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสที่มิตรภาพระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับราชอาณาจักรไทย ได้สถาวรยืนนานมาครบ 100  ปี
     อาคารหลักตั้งอยู่ที่ถนนโรจนะ ใกล้กับสถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เป็นอาคาร 2 ชั้น ีที่มีห้องจัดแสดงนิทรรศการอยู่ชั้นบน ส่วนอาคารผนวกตั้งอยู่ที่ตำบลเกาะเรียน ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งหมู่บ้านญี่ปุ่น

5. สวนสาธารณะบึงพระราม
     อยู่ในตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา ภายในเต็มไปด้วยวัดโบราณ (ร้าง)  โดยเฉพาะวัดพระราม 
บึงพระรามนั้นเข้าใจว่ามีมาก่อนกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า หนองโสน หรือเรียกว่า บึงชีขัน สวนสาธารณะ
บึงพระรามมีเนื้อที่ 274 ไร่ และมีปูชนียสถานที่สำคัญที่ควรทราบอยู่ 2 แห่ง คือ
     1. พระที่นั่งเย็น ตรงหน้าวัดพระรามไปทางทิศตะวันออก ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้เป็นของสร้างขึนใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2499 ตามรากฐานเดิม ของเดิมเป็นตึก ของพระราชาคณะผู้ครองวัดพระราม หรืออาจเป็นพระที่นั่งสำหรับทอดพระเนตรเรือ ซึ่งอาจจะโปรดเกล้าฯ ให้มีประชุมเล่นสักวา ในคราวนักขัตฤกษ์ฤดูน้ำก็ได้
     2. อยุธยามหาปราสาท มีลีกษณะเป็นปราสาททรงยอด 3 องค์ติดกัน ด้านหน้ามีบันได ด้านหลังเป็นคูหาตัน ด้านข้างเป็นคูหาติดต่อกับปราสาทองค์เดิม ทั้งสองมีบันได 3 ขั้น ปราสาททั้ง 3 องค์ ตั้งอยู่บนฐานย่อไม้สิบสอง ระดับสูง 0.35 เมตร โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กผนังก่ออิฐถือปูนเรียบ ลายประดับต่าง ๆ ทำด้วยปูนซีเมนต์ทรายละเอียดประดับกระจกและปิดทอง ภายในปราสาทมีแท่นฐานทำด้วยหินอ่อน สำหรีบรองรับ
พระบรมรูปจำลองของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) องค์พระราชานุสาวรีย์ ประดิษฐานไว้บนแท่นสูง เป็นที่สถิตของดวงวิญญาณสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 และอดีตบูรพกษัตริย์อีก 5 พระองค์

6. พระที่นั่งเพนียด
     พระที่นั่งองค์นี้ เป็นที่สำหรับพระราชาธิบดี ประทับทอดพระเนตรการจับช้างเถื่อนในเพนียด ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์ในราชการทั้งในเวลาปกติและเวลาสงคราม
     พระที่นั่งเพนียด และตัวเพนียดที่ยังคงเหลือซากอยู่ในปัจจุบันนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดให้ซ่อมครั้งหนึ่ง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้กรมหลวงเทพพลภักดิ์เป็นแม่กอง ออกไปซ่อมอีกครั้งหนึ่ง ถึงรัชกาลที่ 5 พระที่นั่งนี้ชำรุด จึงโปรดให้ซ่อมอีกครั้งหนึ่ง

7. หมู่บ้านโปรตุเกส
     ตั้งอยู่ที่ตำบลสำเภาล่ม  อำเภอพระนครศรีอยุธยา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตกอยู่ทางใต้ของตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา
     ปัจจุบันที่ดินแห่งนี้ ปรากฏมีโบราณสถานอยู่รวม 3 แห่ง คือ ซานเปาโล ซานโดมิงโก และซานเปรโด สวนโบราณสถานซานเปรโดนั้น เข้าใจว่าเป็นโบสถ์คริสต์ที่พระเจ้าทรงธรรม โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานของชาวโปรตุเกส สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา นับเป็นโบสถ์แห่งแรก ที่สร้างขึ้นในแผ่นดินไทย

8. หมู่บ้านญี่ปุ่น
     ตั้งอยู่ตำบลเกาะเรียน  อำเภอพระนครศรีอยุธยา โดยเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ชาวต่างประเทศเข้ามา
ค้าขายในกรุงศรีอยุธยา มีจำนวนมากขึ้น ทางการญี่ปุ่นได้อนุญาตให้ชาวญี่ปุ่นเดินเรือออกไปค้าขายกับต่างชาติได้ ในบรรดาพวกมี่ไปค้าขายมีพวกหนึ่งเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินไทย มีพระบรมราชานุญาตให้ชาวญี่ปุ่นมาตั้งหลักแหล่งในกรุงศรีอยุธยาเหมือนชาติอื่น ๆ นับตั้งแต่นั้นมาก็มีชาวญี่ปุ่นเข้ามาอาศัยอยู่ในอยุธยามากขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ได้มีหัวหน้าปกครองเป็นระยะ ๆ 
     ปัจจุบันสมาคมไทย-ญี่ปุ่น ได้จารึกประวัติศาสตร์ความเป็นมาของหมู่บ้านญี่ปุ่นในสมัยกรุงศรีอยุธยามาตั้งไว้ภายในหมู่บ้านญี่ปุ่น และปรับปรุงบริเวณหมู่บ้าน ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและอนุสรณ์สถานระหว่างไทย-ญี่ปุ่น

9. พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย
     พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัยเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำหริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ โครงการก่อสร้างเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 จนสำเร็จลุล่วงในปี พ.ศ. 2536 ในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระชนมายุครบ 5 รอบ และเพื่อเฉลิมพระเกียรติในสมเด็จพระสุริโยทัย
วีรกษัตริย์ในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ตั้งอยู่ที่ทุ่งมะขามหย่อง บริเวณโครงการประกอบด้วย พระราชานุสาวรีย์
สมเด็จพระสุริโยทัยขนาดสองเท่าของพระองค์จริง ประดิษฐานบนเกาะเนินดิน และมีอ่างเก็บน้ำความจุ 1.209.000 ลูกบาศก์เมตร เพื่ออำนวยประโยชน์แก่พื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ อีกทั้งยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ให้ความสงบสร้างความศรัทธาแก่ผู้มาเยี่ยมชม
 
 

 3.รายชื่อโรงแรม  ได้แก่

 
โรงแรมริมน้ำ  ได้แก่
   1. โรงแรมกรุงศรีริเวอร์               โทร. 0-3524-4333
   2. โรงแรมริเวอร์วิวเพรส             โทร. 0-3524-1729-30
   3. โรงแรมอโยธยาริเวอร์ไซด์       โทร. 0-3523-4873

โรงแรมในเมือง
   1. โรงแรมอโยธยา                       โทร. 0-3525-2249-50
   2. โรงแรมอู่ทองอินน์                   โทร. 0-3524-2236-9
   3. โรงแรมอู่ทอง                          โทร. 0-3521-2531-40
   4. โรงแรมเวียงฟ้า                      โทร. 0-3524-1353

โรงแรมอยู่รอบเกาะเมือง
   1. โรงแรมสวีททีน                        โทร. 0-3523-5444
   2. โรงแรมคู๊กอินน์                       โทร. 0-1376-5177  
 

 4.รายชื่อเกสท์เฮ้า ได้แก่

 
 ไม่มี
 

 5.รายชื่อร้านค้า ร้านอาหาร  ได้แก่

 
ร้านอาหารทั่วไป
   1. ดวงพร                            โทร. 0-3521-0566
   2. เรือนไทยไม้สวย             โทร. 0-3524-5977
   3. บ้านอู่ทอง                        โทร. 0-3521-1293
   4. ครัวแตน                         โทร. 0-3524-1375
   5. สตอเบอร์รี่                       โทร. 0-3526-2514
   6. สวนอาหารโอ                   โทร. 0-3525-1539
   7. ร้านซีฟู๊ดพาร์คทีแอนที     โทร. 0-3533-5255-6

ร้านอาหารริมแม่น้ำ
   1. เรือนไม้สวย                     โทร. 0-3521-1177
   2. เรือนรับรอง                      โทร. 0-3524-3090
   3. ไทรทองริเวอร์                  โทร. 0-3524-1449
   4. แพกรุงเก่า                       โทร. 0-3524-1555
   5. บ้านวัชราชัย                     โทร. 0-3532-1333
   6. เรือนเทพนิยม                  โทร. 0-3524-1971
   7.เรือนอาหารกานต์กิตติ        โทร. 0-3524-1971
   8. ร้านอาหารชายน้ำ              โทร. 0-3525-2013


วันที่ปรับปรุงข้อมูล :
 

 

หน้าหลัก | เกี่ยวกับอำเภอดอทคอม | รายชื่ออำเภอ | เตรียมตัวไปอำเภอ | ติดต่อเจ้าหน้าที่

 

webmaster@dopa.go.th  โทร. 0-2282-1047-8, 0-2356-9564 FAX 0-2282-1048 
Copyright © 2003 By www.amphoe.com -> Best view is 800x600 Pixels ->Design by :